ครอบครัว · การดูแลผู้สูงอายุ
เลือกคนดูแลผู้สูงอายุ เลือกยังไงให้พ่อแม่ปลอดภัย และลูกหลานไม่ประสาทกิน
พอพ่อแม่อายุมากขึ้น สิ่งที่ลูกหลานต้องหาอาจไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นคนที่ไว้ใจให้ดูแลท่านได้ ในวันที่เราไม่สามารถอยู่ตรงนั้นได้ตลอดเวลา
ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่เลี้ยงเรามา เรากินยากแค่ไหน ท่านก็หาวิธีให้กิน เราดื้อแค่ไหน ท่านก็หาวิธีรับมือ
แต่พอถึงวันที่ท่านอายุมากขึ้น บทบาทในบ้านก็เริ่มสลับกัน คนที่เคยบอกเราว่า “อย่าวิ่ง เดี๋ยวล้ม” กลายเป็นคนที่เราต้องคอยบอกว่า “แม่ครับ ค่อย ๆ เดินนะ”
แล้ววันหนึ่งลูกหลานก็ต้องยอมรับความจริงว่า เราอาจดูแลท่านเองได้ไม่ตลอด เพราะยังต้องทำงาน หาเงิน ประชุม ส่งงาน และพยายามไม่ให้ตัวเองกลายเป็นผู้สูงอายุก่อนวัยอันควรจากความเครียด
นี่จึงเป็นจุดที่หลายครอบครัวเริ่มมองหา คนดูแลผู้สูงอายุ
ฟังดูเหมือนเรื่องง่ายใช่ไหมครับ แค่หาคนมาช่วยดูแล แต่พอเริ่มหาเข้าจริง เราจะพบว่าการเลือกคนดูแลพ่อแม่ ไม่เหมือนการเลือกคนมาช่วยทำความสะอาดบ้าน เพราะบ้านสกปรก เรายังทำใหม่ได้ แต่ถ้าคนที่เรารักเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เราอาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้
1. อย่าดูแค่ว่าใจดี ต้องดูว่าดูแลเป็นด้วย
เวลาสัมภาษณ์คนดูแล เรามักเริ่มจากคำถามว่า “รักผู้สูงอายุไหม” ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบง่ายมากครับ ใครจะตอบว่าไม่รักล่ะ
เหมือนถามคนสมัครงานว่า “ขยันไหม” ทุกคนขยันหมด ขยันตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานด้วยซ้ำ
แต่การดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ต้องใช้มากกว่าความใจดี ต้องมีความรู้และทักษะที่เหมาะกับงานด้วย เช่น การช่วยพยุงเดิน การช่วยทำกิจวัตรประจำวัน การสังเกตอาการผิดปกติ และการดูแลให้ปลอดภัย
ถ้าผู้สูงอายุติดเตียง มีปัญหาการกลืน หรือมีความเสี่ยงต่อการสำลัก ยิ่งต้องตรวจสอบว่าผู้ดูแลมีทักษะตรงกับความต้องการเหล่านั้นหรือไม่ และงานใดที่ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ ก็ควรให้ผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้รับผิดชอบ
สรุปคือ ใจดีเป็นข้อดี แต่ต้องดูแลอย่างถูกวิธีได้ด้วย เพราะความหวังดีที่ขาดความรู้ บางครั้งก็สร้างปัญหาโดยไม่ได้ตั้งใจ
2. ความอดทนสำคัญกว่าความพูดเก่ง
ผู้สูงอายุแต่ละคนมีนิสัยไม่เหมือนกัน บางท่านอารมณ์ดี คุยสนุก บางท่านพูดน้อย บางท่านจำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ และบางท่านอาจหงุดหงิดง่ายขึ้นเมื่อเจ็บป่วยหรือนอนไม่หลับ
คนดูแลจึงต้องรู้จักฟัง ไม่ใช่แค่รู้จักพูด ต้องใจเย็นพอที่จะอธิบายเรื่องเดิมอีกครั้ง โดยไม่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ
ลองสังเกตตอนพูดคุยกันว่า ผู้สมัครรับฟังคำถามจนจบไหม ตอบตรงประเด็นหรือเปล่า และพูดถึงผู้สูงอายุด้วยความเคารพหรือไม่ สิ่งเหล่านี้อาจบอกเราได้มากกว่าคำตอบสวย ๆ ที่เตรียมมา
3. ประสบการณ์ต้องตรงกับสภาพผู้สูงอายุ
คำว่า “มีประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุ” ยังไม่ละเอียดพอครับ เพราะการดูแลคุณตาที่เดินเองได้ กับการดูแลคุณยายที่นอนติดเตียง เป็นงานคนละระดับกัน
ก่อนเลือกคนดูแล ควรประเมินก่อนว่าท่านต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เช่น
- ช่วยอาบน้ำ แต่งตัว และทำกิจวัตรประจำวัน
- ช่วยพยุงเดินและป้องกันการหกล้ม
- ดูแลผู้ที่มีภาวะหลงลืมหรือสมองเสื่อม
- ดูแลผู้ป่วยติดเตียงและช่วยจัดท่าตามคำแนะนำของทีมรักษา
- สังเกตอาการผิดปกติและแจ้งญาติได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงถามประสบการณ์ของผู้สมัครให้ตรงกับงานจริง รวมถึงตรวจสอบประวัติ บุคคลอ้างอิง และคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม อย่าตัดสินจากความประทับใจในการสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว
4. ต้องคุยกันให้ชัดว่าใครทำอะไร
ปัญหาในบ้านหลายอย่างไม่ได้เกิดจากใครเป็นคนไม่ดี แต่อาจเกิดจากการเข้าใจไม่ตรงกันตั้งแต่แรก
ญาติคิดว่าคนดูแลต้องทำทุกอย่าง ผู้ดูแลคิดว่ามีหน้าที่เฉพาะดูแลผู้สูงอายุ สุดท้ายคนหนึ่งไม่พอใจ อีกคนก็รู้สึกว่าทำไมงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนเริ่มงาน ควรตกลงหน้าที่ เวลาทำงาน วันหยุด ค่าตอบแทน วิธีติดต่อญาติ และขั้นตอนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินให้ชัดเจน รวมถึงแจ้งข้อมูลเรื่องยา อาหาร โรคประจำตัว และข้อควรระวัง ตามแผนการดูแลที่ครอบครัวและทีมรักษากำหนด
ถ้าตกลงกันตั้งแต่ต้น ทุกฝ่ายก็จะรู้ว่าตัวเองรับผิดชอบอะไร และผู้สูงอายุก็ได้รับการดูแลต่อเนื่องมากขึ้น
5. คนที่เหมาะ ไม่จำเป็นต้องถูกใจทุกคนตั้งแต่นาทีแรก
บางครั้งลูกหลานอาจเลือกคนจากความรู้สึกว่า “คุยถูกคอ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความถูกคอไม่ได้รับประกันว่าจะดูแลได้เหมาะสม
สิ่งสำคัญคือผู้ดูแลเข้ากับผู้สูงอายุได้ไหม เคารพความเป็นส่วนตัวหรือเปล่า ทำตามข้อตกลงได้หรือไม่ และรับมือกับสถานการณ์จริงได้ดีเพียงใด
หากเป็นไปได้ ควรให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการเลือก ทดลองทำความคุ้นเคยภายใต้การดูแลของญาติ และประเมินผลหลังเริ่มงาน โดยเฉพาะในช่วงแรก
เพราะคนที่ต้องอยู่ด้วยทุกวันคือผู้สูงอายุเอง ความรู้สึกปลอดภัยและสบายใจของท่านจึงสำคัญไม่แพ้ความมั่นใจของลูกหลาน
สรุป: เลือกคนดูแลให้เหมาะ ดีกว่าเลือกเพราะรีบ
การหาคนดูแลผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง แต่ควรเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพของท่าน มีความรับผิดชอบ สื่อสารได้ดี และทำงานร่วมกับครอบครัวได้
อย่าลืมว่าการดูแลที่ดีไม่ได้เกิดจากคนดูแลเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการร่วมมือกันของผู้ดูแล ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ ตามความจำเป็นของแต่ละครอบครัว
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ลูกหลานต้องการอาจไม่ใช่แค่คนที่มาอยู่กับพ่อแม่ในวันที่เราไปทำงาน แต่เป็นความมั่นใจว่า ระหว่างที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น ยังมีใครสักคนที่ดูแลท่านด้วยความใส่ใจและความรับผิดชอบ
เพราะเราอาจแบ่งเวลาให้พ่อแม่ได้ไม่ทุกนาที แต่เราควรใช้เวลาเลือกคนที่จะอยู่ข้าง ๆ ท่านให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้